|
|
บัวผุด
ดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก |
ดอกบัวผุดเมื่อยังสดอยู่จะมีน้ำหนักประมาณ
10 กิโลกรัม
กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่
0.5-1 เซนติเมตร
นับว่าเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย
ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย
เคยมีรายงานว่า
พืชสกุลเดียวกันนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกมากกว่า
100 เซนติเมตร ก็มี
 |
|
บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ
พ.ศ. 2527 โดย Dr.W.Meijer
จากมหาวิทยาลัยเคนตักกี
สหรัฐอเมริกา
ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่
Dr.A.F.G.Kerr
นายแพทย์ชาวไอริช
ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2472
ดอกนี้ในประเทศไทยมีที่อุทยานแห่งชาติเขาสก
จ.สุราษฎร์ธานี
|
บัวผุดเป็นกาฝากชนิดหนึ่งที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของพืชชนิดอื่น
จำพวกเถาองุ่นป่า
(Tetrastigma)
ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า
ย่านไก่ต้ม 
มีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่
มีกลิ่นเหม็นมาก
จะโผล่เฉพาะดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินให้เห็นระหว่างฤดูฝนหรือในระยะที่อากาศและพื้นที่ยังมีความชุ่มชื้นสูง
คือ
ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับลำต้นของบัวผุดมีลักษณะเช่นไร
มีการเกาะหรือเชื่อมติดกับพืชที่มันอาศัยอยู่อย่างไร
ลักษณะของดอกบัวผุด
เมื่อยังตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อหรือกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่
เวลาบานจะ มีกลีบหนา
มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก
70-80 เซนติเมตร
ที่โคนของดอกจะมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก
ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน
ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง
(สาขาวิจัยนิเวศวิทยา, 2533)
|
 |
บัวผุด
บัวผุด(ชื่อวิทยาศาสตร์:Rafflesia kerri
Meijer) เป็นกาฝากชนิดหนึ่ง
อาศัยอยู่บนรากของพืชจำพวกเถาองุ่นป่า
(Tetrastigma) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ย่านไก่ต้ม
มีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่
มีกลิ่นเหม็นมาก ให้เห็นระหว่างฤดูฝน
ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม
ดอกตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนาจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก
70-80 เซนติเมตร
ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก
ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน
ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง
ดอกจะบานอยู่ได้เพียง 4-5 วันเท่านั้น
หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ดำเน่าไป ดอกบัวผุดพบใน
อำเภอพนม บนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสก
ในจังหวัดสุราษฎ์ธานี
ซึงเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
|
|
|
 |
ดอกไม้ประจำจังหวัด
|
สุราษฎร์ธานี
|
ชื่อดอกไม้
|
ดอกบัวผุด |
ชื่อสามัญ
|
Sapria
Himalayana
|
ชื่อวิทยาศาสตร์
|
Sapria
himalayana
Griff.
|
วงศ์
|
RAFFLESIACEAE
|
ชื่ออื่น
|
กระโถนฤาษี,
บัวตูม,
บัวสวรรค์
|
ลักษณะทั่วไป
|
เป็นพืชกาฝากที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของเถาวัลย์น้ำอย่าง
ส้มกุ้ง หรือ
เครือเขาน้ำ
ไม่มีใบ
ไม่มีลำต้น
มีเพียงดอกสีแดงประแต้มเหลืองใหญ่ราว
10 ซม.
โผล่ขึ้นมาจากดินเท่านั้น
|
สภาพที่เหมาะสม
|
เป็นพืชเบียนที่อาศัยอยู่บนรากไม้อื่น
เช่น ส้มกุ้ง
เครือเขาน้ำ
|
ถิ่นกำเนิด
|
อินโด-มาลายา
ในไทยพบตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี
ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร ระนอง
พังงา และ
สุราษฎร์ธานี
|
|
จากผลสำรวจและวิจัย
ของฝ่ายพฤษศาสตร์
กองบำรุง
กรมป่าไม้ พบว่า
บัวผุดพันธุ์ใหม่
ที่พบในประเทศไทยนี้
เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่า?ย่านไก่ต้ม?
(Tetrastigma
papillosum
Pianch )
เพียงชนิดเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในบางครั้งมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้มซึ่งความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น
(Vitidaceae)
ที่มีเถาขนาดใหญ่พบขึ้นในป่าดิบชื้นทาง
ภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี
พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร
ดอกย่านไก่ต้มมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ
2
เท่าของหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น
จากการศึกษา
พบว่าพันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด
(Raffiesia)
มีประมาณ 13-14
พันธุ์เท่านั้น
บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นพันธุ์ของโลกเมื่อ
พ.ศ.2527 โดย
Dr.M.Meijer
จากมหาวิทยาลัย
Kentucky
สหรัฐอเมริกา
ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่
Dr.A.F.G.Kerr
นายแพทย์ชาสไอริช
ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2472
ถึงแม้ว่าดอกบัวผุดจะมีกลิ่นเหม็นมากก็ตาม
แต่เป็นพืชสมุนไพรที่หายากมากและมีคุณค่าสูง
คือ
นอกจากจะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด
ให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่งแล้วยังเป็นยาบำรุงสำหรับบุรุษเพศอีกด้วย
ในปัจจุบันดอกบัวผุดนับว่าจะหาดูได้ยากยิ่ง
ทั้งนี้เพราะเหตุว่า
ป่าไม้ถูกทำลายลงไปอย่างมากทำให้สภาพนิเวศน์ของป่าเปลี่ยนไปมาก
จะพบดอกบัวผุดบ้างเฉพาะตามอุทยาแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น
เช่น
อุทยานแห่งชาติเขาสกจังหวัดสุราษฎร์ธานี
และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา
จังหวัดระยอง
เป็นต้น |
|
|